(280)
 (329)
 (508)
 (48)
 (28)
 (4)
 (45)
 (277)

 (61)
 (30)
 (6)
 (5)
 (9)
 (60)
 (11)
 (35)
 (31)
 (9)
 (10)

 (219)
 (93)
 (123)
 (119)
 (43)
 (20)
 (53)
 (29)
 (43)
 (19)
 (20)
 (13)

 (44)
 (15)
realist-logo

BOOKMARK

COMPARISON

SIGN IN

บัญชีผู้ใช้
ประกาศของฉัน
ออกจากระบบ

 (280)
 (329)
 (508)
 (48)
 (28)
 (4)
 (45)
 (277)

 (61)
 (30)
 (6)
 (5)
 (9)
 (60)
 (11)
 (35)
 (31)
 (9)
 (10)

 (219)
 (93)
 (123)
 (119)
 (43)
 (20)
 (53)
 (29)
 (43)
 (19)
 (20)
 (13)

 (44)
 (15)

ทำเลทองอสังหาฯ ทุนจีนจ้องกว้านซื้อ

15 Feb 2018

ทำเลทองอสังหาฯ ทุนจีนจ้องกว้านซื้อ

15 Feb 2018
 

ทำเลทองอสังหาฯ ทุนจีนจ้องกว้านซื้อ

ชาวจีนในปัจจุบันมีความต้องการทีจะอยู่อาศัยและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มที่อนาคตจะมากยิ่งขึ้นอีกด้วย  ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งด้านทั้งเศรษฐกิจและสังคมที่เอื้ออำนวย ราคาอสังหาฯยังไม่แพง (เมื่ิอเทียบกันในเอเซีย) การเดินทางไป-มาระหว่างประเทศสะดวกสบาย โดยประเภทที่อยู่อาศัยที่ฮิตที่สุด ก็น่าจะเป็น "คอนโดมิเนียม" เพราะถ้าซื้อให้ถูกที่ ก็จะซื้อง่ายขายคล่อง กำไรดี รวมถึงต่างชาติสามารถถือครองคอนโดได้ในสัดส่วน 49% จากทั้งโครงการ ต่างกับโครงการแนวราบอย่างบ้านหรือทาวน์โฮมที่ต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินได้ เว้นแต่ซื้อในนามบริษัทหรือในนาม Nominee ชาวไทย  บทความครั้งนี้ Realist จะพาไปดูว่าทำไมจีนถึงสนใจอสังหาฯไทยมากขนาดนั้น และทำเลไหนที่ชาวจีนสนใจซื้อคอนโดเพื่อลงทุนและอยู่อาศัยมากที่สุด พร้อมทั้งคำนวณหา Capital Gain และ Rental Yield ของคอนโดที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างว่าภาพรวมตลาดคอนโดแถวนั้นเป็นอย่างไร ทำเลไหนน่าลงทุนซื้อเก็งกำไรเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่า
ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 (จากการจัดอันดับของ RE/MAX) ที่ชาวจีนสนใจจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด โดยประเทศที่ยังครองอันดับ 1 ยังคงเป็นอเมริกา ในจำนวนเงินกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวใน 2-3 ปีข้างหน้า ชาวจีนมักจะมองหาประเทศที่มีโอกาสสูงที่สุดและได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด และเป็นการลงทุนระยะยาว  ทั้งกลุ่มวัยเกษียณที่ต้องการอยู่ถึงบั้นปลายชีวิตและเด็กที่มาเรียนต่อ พ่อแม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้ให้อยู่จนโต และใช้เวลาตัดสินใจซื้อเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน 

ทำไมชาวจีนไม่ซื้ออสังหาฯในประเทศตัวเอง?

ก่อนที่จะไปถึงเหตุผลว่าทำไมคนจีนมาซื้อคอนโดในไทย ต้องตั้งคำถามก่อนว่า ทำไมเค้าไม่ซื้ออสังหาฯในบ้านเค้าเอง? ก่อนหน้านี้ประเทศจีนมีมาตรการปล่อยเงินกู้ค่อนข้างหละหลวม คนซื้อบ้านเก็งกำไรกันมาก ธนาคารแห่งชาติจีนกลัวจะเกิดฟองสบู่ ทางการจีนจึงเริ่มทยอยออกมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวด ทั้งมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์และมาตรการด้านการเงิน เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการเพิ่มอัตราสำรองตามกฎหมายของสถาบันการเงิน มาตรการการคลัง ด้านภาษีอสังหาริมทรัพย์และมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เพื่อสกัดกั้นการเก็งก่าไร ส่าหรับการด่าเนินมาตรการที่ส่าคัญในปี 2552- ก.พ.2554 เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ถ้าจะซื้อบ้านหลังแรกต้องดาวน์ 30% บ้านหลังที่สองดาวน์ 50% และหลังที่สามห้ามกู้ แต่เมื่อดำเนินนโยบายนี้มาเรื่อย ๆ ก็พบกับอีกปัญหาคือ "บ้านล้นตลาด" หรือ Supply เกินมากไป โดยตัวเลขจาก China Index Academy ชี้ว่าจนถึงสิ้นเดือน พ.ย. 2558 บ้านพักที่ล้นตลาดในจีนอาจต้องใช้ระยะเวลาถึง 5 ปีในการจำหน่าย ทั้งนี้การแก้ปัญหาบ้านพักล้นตลาดได้ถูกกำหนดเป็น 1 ใน 5 เป้าหมายทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2559  Image : Huaibei, Anhui Province, China, April 18, 2016. REUTERS/China Daily เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2559 ธนาคารกลางจีนประกาศปรับลดการชำระเงินงวดแรกในการซื้อบ้านหลังแรกจาก 30% เป็น 25% และอนุญาตให้แต่ละเมืองสามารถปรับลดลงถึง 20% ตามความเหมาะสม และสำหรับบ้านหลังที่สองปรับลดการชำระเงินงวดแรกจาก 40-50% เป็น 30% ทั้งนี้ นโยบายใหม่ดังกล่าวมีผลใช้ทั่วประเทศจีน ยกเว้นเมืองที่ยังดำเนินนโยบายจำกัดซื้อบ้านซึ่งมีอยู่ 5 เมือง ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ นครกว่างโจว เมืองเซินเจิ้น และเมืองซานย่า ซึ่งห้ามคนที่ทะเบียนบ้านอยู่ในเมืองดังกล่าวซื้อบ้านหลังที่สาม และสำหรับคนต่างมณฑลต้องจ่ายประกันสังคมหรือจ่ายภาษีเงินได้ครบ 5 ปีถึงจะมีสิทธิ์ซื้อบ้านในเมืองดังกล่าวข้างต้นได้ นักวิเคราะห์มองว่า สำหรับเมืองที่มีบ้านพักล้นตลาดไม่มาก การผ่อนนโยบายบ้านหลังแรกจะช่วยลดปริมาณบ้านพักล้นตลาด รวมทั้งทำให้ราคาบ้านพักราคาสูงขึ้น สำหรับเมืองที่มีปริมาณบ้านพักล้นตลาดจำนวนมาก จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนที่นโยบายนี้จะได้ผล ซึ่งจีนอาจต้องหาช่องทางอื่นในการแก้ปัญหาบ้านพักล้นตลาดในระยะยาวด้วย อาทิ การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การปรับลดอัตราภาษี การปฏิรูประบบทะเบียนบ้าน และให้เกษตรกรเข้าระบบกองทุนบ้าน เป็นต้น การดำเนินนโยบายนี้มา 1 ปี ทำให้ ราคาบ้านจีนขยายตัวลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันในช่วงต้นปี 2560 เนื่องจากความต้องการในเมืองใหญ่ลดความร้อนแรงต่อเนื่อง ส่งสัญญาณมาตรการควบคุมฟองสบู่อสังหาฯ ของรัฐบาลเริ่มเห็นผล

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) รายงานว่าราคาบ้านใหม่เฉลี่ยใน 70 เมืองของจีน ประจำเดือน ม.ค.ขยับขึ้น 0.2% ชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.ที่ราคาเพิ่มขึ้น 0.3% เป็นเดือนที่ราคาบ้านใหม่เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. หากเทียบกับเดือน ม.ค.2559 ราคาบ้านยังคงเพิ่มขึ้น 12.2% เดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 12.4%

ธนาคารหลายแห่งในเมืองใหญ่บางเมือง เช่น กรุงปักกิ่ง จึงเริ่มลดการให้ส่วนลดดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านหลังแรกตั้งแต่ปีนี้ เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินอื่น ๆ ที่เพิ่งออกไป จากการปล่อยกู้ที่มีเงื่อนไขไม่เข้มงวด

แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับไทย เรายังไม่ได้มีความเข้มงวดในการซื้อบ้านหลังที่สองเท่าไรนัก จะมีก็เพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กำหนดไว้ว่าถ้ามีบ้าน 2 หลังขึ้นไป “เสียภาษีไม่เกิน 0.2%” ของราคาประเมินราชการ ซึ่งก็ยังไม่ได้บังคับใช้เป็นทางการ

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ชาวจีนผู้มีกำลังซื้อทั้งหลาย ที่มีความอยากจะลงทุนอสังหาฯ จึงหลีกหนีกฏเกณฑ์มากมายในประเทศ มาสู่ประเทศไทย ที่ราคาอสังหาฯยังไม่แพงและยังไม่มีความเข้มงวดเกี่ยวกับการถือครองของชาวต่างชาติ และจำนวนในการถิือครองอสังหาฯเท่าใดนัก  Info : Thai Biz China, Bangkok Biz News, BOT

ทำไมชาวจีนถึงสนใจมาลงทุนคอนโดในไทย?

สำหรับชาวจีนที่ต้องการมาลงทุนในไทยนั้นมักเป็นกลุ่มเศรษฐีใหม่ (New Rich) ที่มาจากการขายที่ดิน ทำโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจ Start Up มีเงินมากและต้องการนำมาลงทุน 
ซึ่งด้วยข้อจำกัดจากเศรษฐกิจ นโยบายและกฎระเบียบภายในประเทศจีน ทำให้ไทยเป็นช่องทางที่สร้างโอกาศที่ดีในการลงทุน และรวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถสรุปมาได้ 4 ข้อด้วยกันคือ
1. อสังหาฯไทยมีราคาถูก ถือครองง่ายและให้ผลตอบแทนสูงกว่าอสังหาฯจีน  อสังหาฯไทยมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคาอสังหาฯในเมืองหลักของจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว โดยถูกกว่าประมาณ 20-25% หรือ 25,000 - 50,000 บ./ตรม. ซึ่งกว่า 50% ได้ซื้ออสังหาฯไทยประเภทคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุน และอีก 40% ซื้อเพื่ออยู่เอง รวมถึงเงื่อนไขการซื้อ-ขาย ไม่ยุ่งยากเหมือนในจีนและมีข้อดีมากกว่า คือกำหนดให้มีสัดส่วนเงินดาวน์เพียง 10-15% ต่างจากจีนที่สูงถึง 35% และจีนมีภาษีการโอนอยู่ในอัตราที่สูงกว่าไทย 1- 2 เท่าตัว รวมถึงอสังหาฯไทยยังให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น กรณีลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯและปล่อยเช่าระยะยาวจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 219 เดือน เมื่อเทียบกับในปักกิ่ง ใช้เวลา 623 เดือน เซี่ยงไฮ้ 656 เดือน และกวางโจว 470 เดือน หรือคิดเป็นผลตอบแทนการลงทุนปล่อยเช่าจะได้ Yield 5-7% ราคาที่สนใจซื้ออสังหาฯอยู่ที่ 1-2 ล้านหยวน หรือ 5-10 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในช่วงราคาคอนโดระดับกลาง-บน 
2. ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จากการเปิด AEC และการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหลายเส้นทางที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาค ซึ่งด้วยจุดแข็งนี้เองทำให้ไทยเป็นประเทศในอาเซียนที่น่าจับตามองเป็นอันดับต้นๆของนักลงทุนต่างประเทศในอนาคตขึ้นเรื่อยๆ 3. เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ตลาดอสังหาฯโตต่อเนื่อง คาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยปี 2561 ค่า GDP อาจโตถึง 4% จากการส่งออกและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อตลาดอสังหาฯในไทยโดยในปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะเติบโตประมาณ 6-8% จากที่ปีที่แล้วเติบโตเพียง 2-3% และด้วยค่า Capital Gain และ Rental Yield จากตลาดคอนโดในแต่ละแห่งของพื้นที่ในกรุงเทพฯก็พบว่ามีตัวเลขที่ค่อนข้างมาก ส่งเสริมต่อการลงทุนทั้งเก็งกำไรเพื่อขายต่อและปล่อยเช่า
4. ไทยเป็นเมืองน่าอยู่และน่าท่องเที่ยวที่สุด คนจีนชอบมาเที่ยวเมืองไทยในทุกช่วงฤดูกาล ทั้งช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น วันตรุษจีน วันชาติจีน รวมถึงไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะที่จะอยู่อาศัยตลอดทั้งปี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีอาหารการกินที่ถูกรสชาติ ข้าวของเครื่องใช้ที่ราคาย่อมเยา  ซึ่งผลสำรวจคะแนนนิยมจากแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศจีนปี 2017 ได้ชี้ชัดว่าประเทศไทยเป็นยอดฮิตอันดับ 1 ที่คนจีนสนใจและอยากมามากที่สุด และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ และจากที่ประเทศไทยมีคนเชื้อสายจีนและคนจีนค่อนข้างมากในสังคมอยู่แล้ว ทำให้รู้สึกอุ่นใจเมื่อเข้ามาอยู่อาศัยและใช้ชีวิตประจำวันในไทยเหมือนอยู่บ้านเกิดตัวเอง

ผลกระทบจีนบุกอสังหาฯไทย

ผลกระทบที่ชาวจีนนั้นแห่กันมาลงทุนและอยู่อาศัยในไทยนั้นอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมาซึ่งสิ่งที่ได้รับผลกระทบแง่ดีที่สุดก็คือในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทำให้เมืองและตลาดอสังหาฯ ในไทยเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด สร้างโอกาศให้แก่กลุ่มนักลงทุนและดีเวลลอปเปอร์ชาวไทย
แต่สำหรับข้อเสียก็คือปัญหาทางสังคม เพราะด้วยวัฒนธรรมและอุปนิสัยใจคอของชาวจีน มีความแตกต่างจากคนไทยซึ่งอาจส่งผลต่อการอยู่อาศัยหรือการใช้พื้นที่ร่วมกันอยู่บ้าง ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเองด้วยและระยะหลังมานี้ก็เริ่มมีการวางตัวที่สากลยิ่งขึ้น

ทำเลคอนโดที่ชาวจีนสนใจลงทุนมากที่สุด

สัดส่วนความนิยมของชาวจีนในการลงทุนอสังหาฯในไทยก็คือ กรุงเทพฯ 29.3% เชียงใหม่ 21.8% ภูเก็ต 17.3% พัทยา 15.8% และเมืองอื่นๆ 15.8% ซึ่งเหตุผลที่กรุงเทพฯ มากที่สุดเพราะเป็นตลาดใหญ่ มีความมั่นคง และราคายังปรับเพิ่มสูงได้
สำหรับคอนโดในกรุงเทพฯ นักลงทุนจีนนิยมที่จะลงทุนในเขตใจกลางเมือง หรือไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก โดยจะต้องเดินทางได้สะดวกด้วยระบบรถไฟฟ้า 
โดยทำเลที่มีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุดก็คือย่านสุขุมวิท ในช่วงทองหล่อ-เอกมัย , ราชเทวีและพระราม 9 ซึ่งภายหลังเริ่มขยายพื้นที่ออกไปยังถนนเพชรเกษมและจรัญสนิทวงศ์มากขึ้น  ทาง Realist ได้รวบรวมคอนโด High Rise ราคาระดับกลาง ที่เปิดตัวมา ณ ปัจจุบันไม่เกิน 10 ปี ทั้ง 3 ย่าน ย่านละ 6 แห่ง มาให้เห็นราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรว่าตอนนี้ราคาเท่าไหร่กันแล้ว พร้อมคำนวณหา  Capital Gain และ Rental Yield ถึงความน่าลงทุนเก็งกำไรที่จะขายต่อหรือปล่อยเช่า

ย่านสุขุมวิท (ทองหล่อ-เอกมัย)

คอนโด High Rise ราคาระดับกลางของย่านสุขุมวิท (ทองหล่อ-เอกมัย) มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 157,430 บ./ตร.ม. มี Average Capital Gain (ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนต่างกำไร) อยู่ที่ 8.4%  เป็นการเปรียบเทียบกำไรที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์กับราคาที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์มา เเละนำมาหาว่าถ้าหากซื้อมาในราคา 100 บาท จะขายได้กำไรกี่บาท โดยอ้างอิงจากการสำรวจ ‘ราคาขายเฉลี่ย’ ของโครงการนั้นๆ มาคิดคำนวณ มี Average Gross Rental Yield (กำไรจากการปล่อยเช่าโดย ไม่หักค่าใช้จ่าย ) อยู่ที่ 4.3% ซึ่งอัตราเฉลี่ยของโครงการคอนโดที่น่าลงทุนอยู่ที่ 3-5% โดยอ้างอิงจากการสำรวจ ‘ราคาขายเฉลี่ย’ ของโครงการนั้นๆ มาคิดคำนวณ ที่มาของราคา : hipflat.com

ย่านราชเทวี

คอนโด High Rise ราคาระดับกลางของย่านราชเทวี มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 187,201 บ./ตร.ม. มี Average Capital Gain (ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนต่างกำไร) อยู่ที่ 7.1%  เป็นการเปรียบเทียบกำไรที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์กับราคาที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์มา เเละนำมาหาว่าถ้าหากซื้อมาในราคา 100 บาท จะขายได้กำไรกี่บาท โดยอ้างอิงจากการสำรวจ ‘ราคาขายเฉลี่ย’ ของโครงการนั้นๆ มาคิดคำนวณ มี Average Gross Rental Yield (กำไรจากการปล่อยเช่าโดย ไม่หักค่าใช้จ่าย ) อยู่ที่ 4.2% ซึ่งอัตราเฉลี่ยของโครงการคอนโดที่น่าลงทุนอยู่ที่ 3-5% โดยอ้างอิงจากการสำรวจ ‘ราคาขายเฉลี่ย’ ของโครงการนั้นๆ มาคิดคำนวณ ที่มาของราคา : hipflat.com

ย่านพระราม 9

คอนโด High Rise ราคาระดับกลางของย่านราชเทวี มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 124,078 บ./ตร.ม. มี Average Capital Gain (ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนต่างกำไร) อยู่ที่ 5.7%  เป็นการเปรียบเทียบกำไรที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์กับราคาที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์มา เเละนำมาหาว่าถ้าหากซื้อมาในราคา 100 บาท จะขายได้กำไรกี่บาท โดยอ้างอิงจากการสำรวจ ‘ราคาขายเฉลี่ย’ ของโครงการนั้นๆ มาคิดคำนวณ มี Average Gross Rental Yield (กำไรจากการปล่อยเช่าโดย ไม่หักค่าใช้จ่าย ) อยู่ที่ 4.4% ซึ่งอัตราเฉลี่ยของโครงการคอนโดที่น่าลงทุนอยู่ที่ 3-5% โดยอ้างอิงจากการสำรวจ ‘ราคาขายเฉลี่ย’ ของโครงการนั้นๆ มาคิดคำนวณ ที่มาของราคา : hipflat.com
จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ย่านมีค่า Rentai Yield ที่ใกล้เคียงกันมากอยู่ที่ 4% ซึ่งเป็นเกณฑ์ตัวเลขที่ค่อนข้างน่าลงทุนสำหรับปล่อยเช่า ส่วนย่านสุขุมวิท (ทองหล่อ-เอกมัย)
มีค่า Capital Gain ที่สูงโดดเด่นที่สุด อยู่ที่ 8.7% แสดงให้เห็นว่าการซื้อคอนโดเพื่อลงทุนขายต่อหรือปล่อยเช่าให้ชาวต่างชาติในย่านนี้ยังคงมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย รวมถึงกลุ่มผู้ซื้ออย่างชาวจีนอีกด้วย
Content Creator
ให้เราช่วยคุณหาคอนโดที่ใช่
REAL DATA รวบรวมคอนโดฯ ในกรุงเทพ นำเสนอข้อมูลอย่างเป็น ระบบครบถ้วน แผนที่ที่ง่ายต่อการค้นหา รวมถึงมีราคาตลาด ยอดขายที่น่าเชื่อถือและบทความวิเคราะห์เชิงลึก ทั้งในเรืื่องความน่าเชื่อถือและน่าลงทุน

Condo Database  

Image Shortcut
Image Shortcut
ให้เราช่วยคุณหาคอนโดที่ใช่
REAL DATA รวบรวมคอนโดฯ ในกรุงเทพ นำเสนอข้อมูลอย่างเป็น ระบบครบถ้วน แผนที่ที่ง่ายต่อการค้นหา รวมถึงมีราคาตลาด ยอดขายที่น่าเชื่อถือและบทความวิเคราะห์เชิงลึก ทั้งในเรืื่องความน่าเชื่อถือและน่าลงทุน

ซื้อ-เช่า คอนโดกับเรา

เร็วกว่า ง่ายกว่า

ครบทุกฟีเจอร์ เจอห้องที่ใช่ทันที

coffee-iconพิเศษ! รับ Voucher
train-iconหลายสถานีรถไฟฟ้า
map-iconหลายทำเล
filter-iconFilter ครบ
target-iconSearch as Move
location-iconจบในหน้าเดียว