คสช.อนุมัติแล้ว รถไฟทางคู่ 8 เส้นทาง 8.6 แสนล้าน
ที่มาข้อมูล
ประชาชาติธุรกิจ
30 ก.ค. 57
บิ๊กตู่เคาะแล้วรถไฟทางคู่ราง 1.435 เมตร วิ่ง 160 ก.ม./ช.ม. เชื่อมจีน นำร่อง 2 สาย จากด่านเชียงงของ-หนองคาย ทะลุท่าเรือแหลมฉบัง ลงทุนกว่า 7.4 แสนล้าน คาดตอกเข็มปี 59 สร้างเสร็จปี 64
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชุดใหญ่ มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมศึกษาพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ระบบรางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร หรือสแตนดาร์ดเกจ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำนวน 2 เส้นทาง เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจการค้ากับประเทศจีน ระยะทางรวม 1,392 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 741,460 ล้านบาท
คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2558-2564 แยกเป็นสายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กิโลเมตร วงเงิน 392,570 ล้านบาท และสายเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กิโลเมตร วงเงิน 348,890 ล้านบาท
ทั้งนั้นใน 2 เส้นทางนี้ จะนำผลการศึกษาเดิมของรถไฟความเร็วสูงที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาไปแล้วและอยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอมาต่อยอด แต่เปลี่ยนจากใช้ระบบรถไฟความเร็วสูงแบบหัวจรวดมาเป็นรถไฟทางคู่ที่ใช้รถไฟฟ้ามาวิ่ง เพื่อประหยัดงบลงทุน แต่จะออกแบบให้สามารถรองรับรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งด้วยความเร็วเกิน 200 กิโลเมตรได้ในอนาคต
"สนข.จะเริ่มศึกษาเพิ่มเติมในปี 2558 ก่อสร้างได้ปี 2559 แล้วเสร็จปี 2564 จะเชื่อมการค้าจากจีนใต้ ผ่านลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์"
เส้นทางรถไฟทางคู่ ปัจจุบันและอนาคต(ที่อนุมัติแล้ว)
รถไฟทางคู่ใหม่ 8 สาย REALIST BLOG
- สีดำ : เส้นทางรถไฟเดิมของประเทศไทย ทั้งที่เป็น ทางเดี่ยว ทางคู่ และทางสาม
- สีแดง : เส้นทางรถไฟทางคู่ใหม่ 6 เส้น ที่เป็นระบบ Meter Gauge รางกว้าง 1 ม. รองรับความเร็วประมาณ 90 กม./ชม.
(เดิมเป็นทางเดี่ยว อนุมัติให้สร้างเพิ่มอีกรางเป็นทางคู่ ) แล้วเสร็จ 2563
- สีน้ำเงิน : เส้นทางรถไฟทางคู่ใหม่ 2 เส้น ที่เป็นระบบ Standard Gauge รางกว้าง 1.435 ม. รองรับความเร็วประมาณ 160-250 กม./ชม.
โดยรถไฟที่จะนำมาใช้งานจะมีความเร็วประมาณ 160 กม./ชม.ในขั้นแรก ซึ่งต่อไปสามารถเปลี่ยนรถไฟเป็นความเร็วสูงได้
(บางเส้นทางเดิมเป็นทางเดี่ยว บางเส้นทางเป็นทางใหม่ โดยอนุมัติให้สร้างทางคู่ใหม่เพิ่ม) แล้วเสร็จ 2564
Info : สนข. / รฟท. & Prachachat Online (30 Jul 2014)
แนวทางรถไฟในปัจจุบัน และพิกัดสถานีรถไฟหลัก
แผนที่ด้านล่างนี้จะ
ไม่แสดงผลใน Safari เวอร์ชั่นเก่ากว่าใน iPad2 และ iPhone4
ขออภัย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง
รถไฟทางคู่และทางสามในปัจจุบัน

Image : www.Railway.co.th
ทางรถไฟทางสามในปัจจุบันได้แก่
- รังสิต-ชุมทางบ้านภาชี
- หัวหมาก-ชุมทางฉะเชิงเทรา
ทางรถไฟทางคู่ในปัจจุบันได้แก่
- บางซื่อ-รังสิต
- ชุมทางบ้านภาชี-ลพบุรี
- ชุมทางบ้านภาชี-ชุมทางแก่งคอย
- ตลิ่งชัน-นครปฐม
- ชุมทางฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง (เพิ่งเปิดให้บริการปี 2555)
ทางรถไฟทางคู่ที่ผ่านอีไอเอแล้ว รอประมูลปี 2557
- ชุมทางฉะเชิงเทรา-ชุมทางแก่งคอย


โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา – ศรีราชา – แหลมฉบัง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของการขนส่งทางรถไฟในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขนส่งสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ที่ขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังและสถานี ICD ที่ลาดกระบัง การรถไฟฯ ได้เสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างทางคู่ตอนฉะเชิงเทรา -ศรีราชา- แหลมฉบัง ระยะทาง 78 กม. และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ให้ดำเนินโครงการดังกล่าวได้ ต่อมาได้รับอนุมัติให้ปรับปรุงวงเงินลงทุนโครงการเป็นวงเงิน 5,850 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 และได้รับการบรรจุไว้ในแผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจีสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ.2550 - 2554
ลักษณะและที่ตั้งโครงการ
ก่อสร้างทางรถไฟใหม่คู่ขนานไปกับทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออกในปัจจุบัน จากฉะเชิงเทราไปศรีราชาและสุดปลายทางที่สถานีแหลมฉบัง ผ่านสถานีฉะเชิงเทรา ดอนสีนนท์ พานทอง ชลบุรี บางพระ ศรีราชา และแหลมฉบัง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี
ขอบเขตของงาน
ก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่มอีก 1 ทาง คู่ขนานไปกับทางรถไฟปัจจุบันจากสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา (กม.60+993) ไปตามเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออกสู่สถานีศรีราชา (กม.130+605) และสิ้นสุดปลายทางที่สถานีแหลมฉบัง (กม.140+420) โดยมีการก่อสร้างแผ่นพื้น คสล. วางบนเสาเข็มเพื่อรองรับคันทางดินถมในช่วงที่เป็นดินเหนียวอ่อน (soft clay) จากฉะเชิงเทรา ถึงสถานีพานทอง ประมาณ 33 กิโลเมตร
รื้อย้ายระบบอาณัติสัญญาณของทางรถไฟเดิมและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณบังคับสัมพันธ์ด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Based Interlocking :CBI) ทดแทนจำนวน 7 สถานี
ติดตั้งอุปกรณ์ระบบส่งข้อมูล ความเร็วสูง (SDH) เพื่อเชื่อมต่อระบบโทรคมนาคม
ปรับปรุงเครื่องกั้นถนนเสมอระดับ จำนวน 59 แห่ง พร้อมระบบควบคุม
ติดตั้งอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ CBI เพื่อเชื่อมต่อกับระบบควบคุมการเดินรถจากศูนย์กลาง (CTC) ให้สามารถควมคุมสั่งการและแสดงผลสถานีให้พื้นที่โครงการ
ก่อสร้างสะพานรถไฟ ประกอบด้วย สะพานคอนกรีตช่วงยาว 3 แห่ง สะพานเหล็กช่วงยาว 1 แห่ง และสะพานช่วงสั้น 20 แห่ง
ปรับปรุงโครงสร้างสะพานรถไฟเดิมเพื่อรองรับการขยายถนนของหน่วยงานท้องถิ่น
ก่อสร้างอาคารบ้านพัก (หลังเดี่ยว) พร้อมที่ทำการ 3 หลัง บ้านเรือนแถว (6 หน่วย) 3 แห่ง และอาคาร ที่ทำการบริเวณสถานี 1 แห่ง
ก่อสร้างรั้วตลอดแนวสองฝั่งของทางคู่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่งและโดยสาร
รื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำที่ดินของการรถไฟฯ จำนวน 35 หลังไปอยู่ในบริเวณที่จัดเตรียมไว้ให้
ปริมาณงานสำคัญ
งานถมดินคันทาง 730,000 ลูกบาศก์เมตร
งานชั้นรองพื้นทาง 170,000 ลูกบาศก์เมตร
สะพานคอนกรีตและสะพาน Viaduct 4,500 เมตร
สะพานโครงเหล็ก 50 เมตร
เข็มคอนกรีตหล่อสำเร็จรูป I (0.22 x 0.22 ม.) 1,800,000 เมตร
เข็มคอนกรีตหล่อสำเร็จ (0.525 x 0.525 ม.) 87,500 เมตร
เข็มเจาะ ( 0.80 เมตร) 4,000 เมตร สำหรับสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง
ราง BS 80A (UIC 860) 380 เมตริกตัน (ในทางหลีก)
ราง BS 100A (UIC 860) 8,600 เมตริกตัน (ในทางประธาน)
หมอนคอนกรีตชนิดท่อนเดี่ยว 150,000 ท่อน
พร้อมเครื่องยึดเหนี่ยวรางแบบเหล็กสปริง รับแรงบิด (Torsion Type)
ประแจ 1 : 12 BS 100A จำนวน 57 ชุด
และ 1 : 12 BS 80A จำนวน 7 ชุด พร้อม bearer คอนกรีต
หินโรยทาง 180,000 ลูกบาศก์เมตร
แผ่นคอนกรีตสำหรับทางผ่านเสมอระดับ ยาวประมาณ 470 เมตร
รั้วตาข่ายอาบสังกะสี ประมาณ 155,000 เมตร
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ
ค่าจ้างที่ปรึกษาจัดการประกวดราคา
และควบคุมงานก่อสร้าง
248.118 ล้านบาท
ค่าก่อสร้างและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณฯ
3,926.000 ล้านบาท
รวมเป็นเงิน
4,174.118 ล้านบาท
ระยะเวลาก่อสร้าง
28 เดือน ( 8 พฤษภาคม 2551 – 7 กันยายน 2553)
เส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออกช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย
โครงการก่อสร้างทางคู่เส้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของทางคู่ตอนศรีราชา – ฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ระยะที่ 2 เพื่อรองรับการขยายตัวของท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 2 ซึ่งจากผลการออกแบบรายละเอียดและการศึกษาปริมาณความต้องการด้านการขนส่ง เส้นทางดังกล่าวเมื่อปี 2541 และผลการศึกษาทบทวนโครงการเมื่อปี 2544 การรถไฟฯ ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการก่อสร้างทางคู่ ตอนฉะเชิงเทรา – ศรีราชา และต่อขยายเข้าสู่แหลมฉบังเป็นลำดับแรก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
ลักษณะและที่ตั้งโครงการ
ก่อสร้างทางรถไฟใหม่จำนวน 1 ทาง คู่ขนานไปกับทางเดิม เริ่มจากสถานีฉะเชิงเทรา ไปตามทางรถไฟสายตะวันออกเดิม (สายอรัญประเทศ) ผ่านสถานีบางน้ำเปรี้ยวถึงสถานีคลองสิบเก้า แยกขนานไปกับทางรถไฟสายคลองสิบเก้า – แก่งคอย ผ่านสถานีองครักษ์ วิหารแดง บุใหญ่ สุดปลายทางที่สถานี แก่งคอย ซึ่งผ่านพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัด ฉะเชิงเทรา พื้นที่อำเภอองครักษ์ และอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และพื้นที่อำเภอวิหารแดง อำเภอเมือง และอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
ขอบเขตของงาน
ก่อสร้างทางใหม่อีก 1 ทาง เริ่มจากสถานีฉะเชิงเทรา (กม.61+190) ถึงสถานีแก่งคอย (กม.167+800) รวมระยะทางประมาณ 106 กม.
จัดเตรียมและเวนคืนที่ดินประมาณ 119 ไร่ บริเวณนอกย่านสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ชุมทางบ้านภาชี และชุมทางแก่งคอย เพื่อการก่อสร้างทางคู่เลี่ยงเมือง (Chord Line)
ก่อสร้างทางคู่เลี่ยงเมือง จำนวน 2 ทาง ในพื้นที่ที่เวนคืนตามข้อ 2 บริเวณนอกย่านสถานี เพื่อใช้เป็นทางคู่เลี่ยงเมือง รวม 3 แห่ง ระยะทางประมาณ 7.1 กม. ได้แก่
ที่ชุมทางฉะเชิงเทรา
ระหว่าง กม.61+190 ถึง กม.62+600
เชื่อมสายคลองสิบเก้า-แก่งคอย
กับสายฉะเชิงเทรา-สัตหีบ ระยะทาง 1.41 กม.
ที่ชุมทางบ้านภาชี
ระหว่าง กม.92+000 ถึง กม. 93+600
เชื่อมสายเหนือกับสายตะวันออกเฉียงเหนือ
ระยะทาง 1.60 กม.
ที่ชุมทางแก่งคอย
ระหว่าง กม.163+350 ถึง กม.167+400
เชื่อมสายตะวันออกเฉียงเหนือ
กับสายคลองสิบเก้า-แก่งคอย
ระยะทาง 4.05 กม.
ก่อสร้างอุโมงค์บริเวณเขาพระพุทธฉาย ขนานไปกับอุโมงค์เดิม กม.147+100 ถึง กม.148+307 ระยะทางประมาณ 1.2 กม.
(5) ก่อสร้างสถานีเพิ่มเติม จำนวน 1 สถานี ได้แก่ สถานีไผ่นาบุญ ที่ กม.162+819 ระหว่างสถานีบุใหญ่และสถานีแก่งคอย เพื่อใช้เป็นสถานีควบคุมระบบอาณัติสัญญาณฯ (Block Post Station) รวมทั้งอาคารประกอบสถานีอื่นๆ ที่มีอยู่เดิมเพื่อความสมบูรณ์
ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคมสำหรับทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า - แก่งคอย และ ทางคู่เลี่ยงเมือง
วงเงินลงทุนโครงการ
จากการศึกษาทบทวนโครงการล่าสุด มีประมาณการค่าก่อสร้าง ประกอบด้วย
- ค่าชดเชยที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
128.82 ล้านบาท
- ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง
414.24 ล้านบาท
- ค่าก่อสร้าง / ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ
10,805.29 ล้านบาท
รวมประมาณราคาค่าก่อสร้าง
11,348.35
ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ความจุของทางจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัว สามารถเดินรถได้ตรงเวลาโดยไม่ต้องรอหลีก ความเร็วเฉลี่ยของขบวนรถ และความปลอดภัยในการเดินรถเพิ่มมากขึ้น
รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบัง กับพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น น้ำมัน ก๊าซ LPG ปูนซีเมนต์ สินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น
สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการ ขนส่ง (Modal Shift) ไปสู่ระบบรางและสนับสนุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
ทำให้ผู้ประกอบการด้านการขนส่งสินค้าหัน มาใช้บริการขนส่งระบบรางมากขึ้น เป็นประโยชน์ ต่อการใช้พลังงานและลดต้นทุนการขนส่งของ ประเทศ
ช่วยแบ่งเบาปริมาณการจราจรบนถนนสายต่างๆ ที่เชื่อมภาคตะวันออกกับภาคเหนือและภาคตะวันออก- เฉียงเหนือ ลดการใช้น้ำมันสำหรับรถยนต์บรรทุก ลดอุบัติ- เหตุและลดการสูญเสียต่างๆ บนท้องถนน
รถไฟทางคู่รวม 8 สาย ที่อนุมัติโดยคสช.
การพัฒนาโครงขายรถไฟระหวางเมืองจะดําเนินการปรับปรุงระบบอุปกรณและโครงสรางพื้นฐานการขนสงทางราง และพัฒนาระบบรถไฟทางคูที่มีความพรอมดําเนินการ 6 สายแรก และเรงผลักดันใหสามารถดําเนินการกอสรางทางคูขนาดรางมาตรฐาน ( Standard Gauge) เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบาน และสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนตอนใต) เพื่อใหรถไฟเปนทางเลือกใหมของการเดินทาง และสรางความไดเปรียบในการแขงขันของประเทศ
ประโยชนที่จะไดรับจากการพัฒนาโครงขายรถไฟระหวางเมือง เชน
โครงขายรถไฟครอบคลุมขึ้นอีก 6 จังหวัด ทางคูเพิ่มขึ้นอีก 1,300 กิโลเมตร
เพิ่มความเร็วในการเดินรถ (รถสินคาจาก 29 กิโลเมตรตอชั่วโมง เปน 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง
และรถดวนพิเศษจาก 50 กิโลเมตรตอชั่วโมง เปน 100 กิโลเมตรตอชั่วโมง)
เพิ่มน้ําหนักลงเพลาทําใหสามารถเพิ่มการขนสงไดรอยละ 25 ตอขบวน
สัดสวนการขนสงทางรถไฟในประเทศจะเพิ่มขึ้นจากเดิม รอยละ 1.5 เปนรอยละ 5 ในป 2563
ประชาชนเขาถึงรถไฟไดงายขึ้น การเดินทางและขนสงดวยรถไฟตรงเวลา และปลอดภัยมากขึ้น
โครงขายของไทยสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบานและจีนตอนใตไดมากยิ่งขึ้น
Info : ยุทธศาสตรการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของไทย พ.ศ. 2558-2565 โดย สนข.(29 กค.57)
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่
ช่วงชุมทางถนนจิระ - ขอนแก่น
ลักษณะโครงการ
- เป็นโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ใหม่ แนวเส้นทางมีระยะทางโดยประมาณ 185 กิโลเมตร โดยก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่ม 1 ทาง ตำแหน่งด้านขวาทาง (ด้านตะวันออก) และขนานไปกับทางรถไฟเดิม เริ่มต้นที่ บริเวณสถานีชุมทางถนนจิระ ถึงสถานีขอนแก่น
- โครงสร้างทางวิ่งรถไฟเป็นทางวิ่งระดับพื้นทั้งหมด ยกเว้นช่วงบริเวณสถานีขอนแก่นจะเป็นทางรถไฟยกระดับ ระยะทางประมาณ 5.4 กิโลเมตร
- ย่านเก็บกองและขนถ่ายตู้สินค้า CY ในโครงการจะมีตำแหน่งของ CY 3 แห่ง ได้แก่ สถานีบ้านกระโดน สถานีบัวใหญ่ และสถานีท่าพระ โดยในส่วนของสถานีบ้านกระโดนจะเป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนดให้ก่อสร้างใหม่ ซึ่งย้ายจากจุด CY เดิมจากสถานีบ้านเกาะ เพื่อรองรับการขนส่งที่จะเติบโตในอนาคตและหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนเมืองของสถานีบ้านเกาะ
- ระบบรางเป็นทางกว้าง 1.00 เมตร (Meter Gauge) แบบใช้หินโรยทาง (Ballast) ใช้รางชนิด UIC54 และหมอนคอนกรีตแบบ Mono Block
- ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคมสำหรับทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ -ขอนแก่น
งบประมาณ
26,152.70 ล้านบาท
ประโยชน์
- เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางรถไฟ ลดระยะเวลาการเดินทาง ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งของประเทศ และลดปัญหามลพิษที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
- ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น
- เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น
- ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
- เชื่อมโยงโครงข่ายการบริหารจัดการขนส่งมวลชน สินค้า และบริการ ทั้งในพื้นที่ชนบท เมือง และระหว่างประเทศเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
FIRR = 5.90 %
EIRR = 24.55 %
สถานะปัจจุบัน
- ผ่านการพิจารณา EIA แล้ว
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่
ช่วงนครปฐม - หัวหิน
ลักษณะโครงการ
- เป็นโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ใหม่ แนวเส้นทางมีระยะทางโดยประมาณ 170 กิโลเมตร โดยก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่ม 1 ทาง ขนานไปกับทางรถไฟเดิม เขตทางกว้าง 60 เมตรเส้นทางวิ่งไปตามแนวเส้นทางรถไฟเดิมตลอดสายทาง เริ่มต้นที่ กม.47+700 บริเวณสถานีนครปฐม แนวเส้นทางมุ่งไปทางทิศตะวันตกถึงชุมทางหนองปลาดุก ระยะทางประมาณ 16.5 กิโลเมตร จากนั้นแนวเส้นทางเลี้ยวซ้ายลงใต้ ผ่านจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี สิ้นสุดที่ กม.217+700 เลยสถานีหัวหินไปประมาณ 4 กิโลเมตร
- บริเวณสถานีช่วง กม.211+582.900 ถึง กม.215+872.900 ระยะทาง 4.290 กิโลเมตร เป็นทางวิ่งยกระดับ
- ระบบรางเป็นทางกว้าง 1.00 เมตร (Meter Gauge) แบบใช้หินโรยทาง (Ballast) ใช้รางชนิด UIC54 และหมอนคอนกรีตแบบ Mono Block
- ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคมสำหรับทางคู่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน
งบประมาณ
20,145.59 ล้านบาท
ประโยชน์
- เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางรถไฟ ลดระยะเวลาการเดินทาง ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งของประเทศ และลดปัญหามลพิษที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
- ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น
- เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น
- ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สถานะปัจจุบัน
- อยู่ระหว่างการพิจารณา EIA
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่
ช่วงประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร
ลักษณะโครงการ
1.ก่อสร้างทางรถไฟความกว้างทาง 1.00 ม.(Meer Gauge) รวมระยะทาง 167 กม.
2.สร้างเป็นทางคู่ มีสถานี 21 สถานี (รวมสถานีประจวบฯ และ ชุมพร)
3.สร้างที่หยุดรถเพิ่ม 5 จุด และรื้อย้ายอาคารสถานี 14 สถานี
4.ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 6 อำเภอ
งบประมาณ
17,452.53 ล้านบาท
ประโยชน์
1.ภาคประชาชนในพื้นที่ที่โครงการผ่าน สามารถใช้บริการขนส่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
2.ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่โครงการผ่าน สามารถใช้บริการขนส่งสินค้าได้ ซึ่งจะช่วยลด ต้นทุนทางโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างเป็นระบบ และจะสามารถพัฒนาความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศได้
3.ส่งดีต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมคุ้มค่ากับต้นทุนของทรัพยากรที่นำมาลงทุน
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
FIRR = 3.21 %
EIRR = 23.53 %
สถานะปัจจุบัน
- อยู่ระหว่างการพิจารณา EIA
รถไฟทางคู่
ช่วงมาบกะเบา -
ชุมทางถนนจิระ
ลักษณะโครงการ
- เป็นโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ใหม่ แนวเส้นทางเส้นทางรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะบา-ชุมทางถนนจิระ มีระยะทางประมาณ 131 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ
- ช่วงที่ 1 มาบกะเบา-ปางอโศก ระยะทาง 32 กิโลเมตร เริ่มต้นบริเวณสถานีมาบกะเบา จังหวัดสระบุรี กม.134+250 โดยมีโครงสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง กม.147+800 ถึง กม.152+650 รวมระยะทาง 4.8 กิโลเมตร และมีอุโมงค์รถไฟ 2 ช่วง ได้แก่ กม.136+250 ถึง กม.141+800 และ กม.144+850 ถึง กม.145+100 รวมระยะทาง 6 กิโลเมตร
- ช่วงที่ 2 จากปางอโศก-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 101 กิโลเมตร เริ่มต้นที่สถานีปางอโศก กม.165+199.639 โดยก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มอีก 1 ทาง ขนานไปกับแนวทางรถไฟเดิม สิ้นสุดที่สถานีชุมทางถนนจิระ จังหวัดนครราชสีมา บริเวณ กม.270+000 และจะมีอุโมงค์บริเวณหลังสถานีคลองขนานจิตร บริเวณ กม.198+400 ถึง กม.199+550
งบประมาณ
29,968.62 ล้านบาท
ประโยชน์
- เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางรถไฟ ลดระยะเวลาการเดินทาง ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งของประเทศ และลดปัญหามลพิษที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
- ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น
- เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น
- ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สถานะปัจจุบัน
- อยู่ระหว่างการพิจารณา EIA
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่
ช่วงลพบุรี - ปากน้ำโพ

All Info & Image Above : www.Railway.co.th
ลักษณะโครงการ
เป็นโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ใหม่ เขตทาง 60 เมตร ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร และการพัฒนาทางรถไฟใหม่เพิ่ม 1 ทาง ขนานไปกับทางรถไฟเดิม (เขตทางกว้าง 80 เมตร) ระยะทางประมาณ 116 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ช่วง
คือช่วงที่ 1 แนวเลี่ยงเมืองลพบุรี ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร จากสถานีบ้านกลับ จังหวัดสระบุรี เส้นทางรถไฟมุ่งขึ้นทิศเหนือวิ่งไปตามแนวเส้นทางเดิมประมาณ 4 กิโลเมตร จากนั้นแนวเส้นทางเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทางยกระดับ โดยใช้เขตทางของทางหลวงหมายเลข 311 และข้ามทางแยกทางหลวงหมายเลข 311 จากนั้น แนวเส้นทางเลี้ยวขวาไปตามที่ราบทุ่งนา แล้วมุ่งขึ้นทิศเหนือไปบรรจบทางรถไฟเดิม ก่อนถึงสถานีโคกกระเทียม
ช่วงที่ 2 จากสถานีท่าแค-สถานีปากน้ำโพ ระยะทางประมาณ 116 กิโลเมตร เริ่มต้นที่บริเวณสถานีท่าแค เส้นทางมุ่งขึ้นทิศเหนือวิ่งไปตามแนวเส้นทางเดิม สิ้นสุดบริเวณสถานีปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์
งบประมาณ
24,918.74 ล้านบาท
ประโยชน์
- เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางรถไฟ ลดระยะเวลาการเดินทาง ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งของประเทศ และลดปัญหามลพิษที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
- ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น
- เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น
- ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สถานะปัจจุบัน
- อยู่ระหว่างการพิจารณา EIA
Meter Gauge VS. Standard Gauge

Image : Associate Professor DR Chutchat presentation, 14 September, 2013
เปรียบเทียบสัดส่วนการใช้รางรถไฟทั่วโลก

Image : Wikipedia
แผนงานอื่น ๆ ของคสช.

Image : Matichon Daily, 31 Jul 2014
พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมว่า ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าทุกเส้นทางให้แล้วเสร็จทันตามเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการจรจาแออัดให้กับคนกรุงเทพฯโดยจะต้องยึดหลักการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คุ้มค่า รวดเร็ว และโปร่งใส เบื้องต้นได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินโครงการรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง คือ 1.รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยได้สั่งการให้ฝ่ายบริหาร รฟม.เร่งปรับแก้ไขร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ให้เสร็จ เพื่อให้พร้อมเปิดประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้าง 2.ส่วนสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายบางซื่อ-ท่าพระ ให้เร่งเจรจาเพื่อเปิดประกวดราคาจัดหาผู้ที่จะเข้ามาเดินรถ และ 3.สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี จะเร่งประสานให้ คสช. พิจารณาอนุมัติโดยเร็ว
"รถไฟฟ้าสายสีเขียวและน้ำเงิน รฟม.ต้องไปหาข้อยุติ และต้องนำเรื่องกลับมาเสนอบอร์ดพิจารณาในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 19 สิงหาคม โดยจะต้องเร่งรัดให้ทั้ง 2 สาย เปิดประมูลหาผู้รับเหมาและผู้บริหารการเดินรถให้ได้ภายในเดือนสิงหาคมด้วย ส่วนสายสีชมพูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ คสช." พล.อ.ยอดยุทธกล่าว
Image : Matichon Daily, 31 Jul 2014