เอกมัย - รามอินทรา เป็นทำเลศักยภาพที่รายล้อมไปด้วยไลฟ์สไตล์ฮับ ทั้งห้างสรรพสินค้าที่ครบครัน มีร้านอาหารที่หลากหลาย นับเป็นทำเลที่เหมาะกับการอยู่อาศัย เป็นแหล่งรวมของโครงการบ้านจัดสรรที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและราคา โดยแต่ละโครงการก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ซึ่งโครงการที่มีดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใครในทำเลนี้ ก็ต้องยกให้ Noble Curve ที่มาในสไตล์ Mid-Century Modern ออกแบบช่องเปิดมาเป็นรูปวงกลมและรูปร่างที่เกิดจากการรวมกันของรูปเรขาคณิตต่างๆ
Noble Curve ยังมีจุดเด่นที่พื้นที่การใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นบ้านสำหรับครอบครัวหรือปรับมาเป็น Home office บ้านทุกหลัง ติดตั้งระบบ Air Flow และนวัตกรรม Smart Home Automation ส่วนกลางจัดเต็ม คลับเฮ้าส์ 3 ชั้น แทรกซึมเข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว ตัวโครงการตั้งอยู่ติด ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม เพียง 300 ม. ถึง คริสตัล พาร์ค เอกมัย-รามอินทรา ใกล้ทางพิเศษศรีรัช เพียง 10 นาทีถึงทองหล่อ เชื่อมรถไฟฟ้า 5 สาย
Noble Curve
ชื่อโครงการ
Noble CURVE โนเบิล เคิร์ฟ
ที่อยู่
ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม 300 ม. จากคริสตัลพาร์ค เอกมัย-รามอินทรา
เนื้อที่โครงการ
จำนวน
ระบบรักษาความปลอดภัย
พนักงานรักษาความปลอดภัย และ กล้องวงจรปิด CCTV 24 ชั่วโมง
เข้า-ออกด้วยระบบ Access Control แบบ Long Range แบบ License Plate
แบบบ้าน
แบบบ้าน OCTA
พื้นที่ใช้สอย 454.5 ตร.ม. บมที่ดิเริ่มต้น 37 ตร.ว. หน้าบ้านกว้าง 8 ม.
ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 6 คัน 1 ห้องแม่บ้าน และมาพร้อมลิฟต์โดยสาร 1 ตัว
แบบบ้าน HELIX
พื้นที่ใช้สอย 370.5 ตร.ม. บมที่ดิเริ่มต้น 30 ตร.ว. หน้าบ้านกว้าง 6.5 ม.
ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4 คัน และ 1 ห้องแม่บ้าน
แบบบ้าน SPHERE
พื้นที่ใช้สอย 239 ตร.ม. บมที่ดิเริ่มต้น 21.9 ตร.ว. หน้าบ้านกว้าง 6.5 ม.
ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ จอดรถได้ 3 คัน และ 1 ห้องแม่บ้าน
แบบบ้าน ARC
พื้นที่ใช้สอย 175.5 ตร.ม. บมที่ดิเริ่มต้น 19.9 ตร.ว. หน้าบ้านกว้าง 5.5 ม.
ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และจอดรถได้ 2 คัน
ซื้อ Noble Curve ได้พื้นที่ใหญ่กว่าบ้านเดี่ยวในพื้นที่ เอกมัย - รามอินทรา
ทำเล
เอกมัย - รามอินทรา ถือว่าเป็นทำเลที่รวมบ้านหรูไว้หลายโครงการ โดยการซื้อบ้านเดี่ยวในทำเลนี้อาจจะต้องเตรียมเงินไว้ 30-40 ลบ. และทำเลส่วนใหญ่จะอยู่ภายในซอยต่างๆ
ถ้าเปรียบเทียบการซื้อทาวน์โฮมในโครงการ
Noble Curve แบบบ้าน OCTA ที่ราคาไม่ถึง 30 ลบ. แต่ได้พื้นที่ใช้สอยที่เทียบเท่าหรือมากกว่าบ้านเดี่ยวในพื้นที่
ซึ่งข้อดีของบ้านทั้ง 1 รูปแบบ ก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป โดยบ้านเดี่ยวก็จะได้ที่ดินที่มีขนาดใหญ่ ตัวบ้านไม่ติดกับใครก็จะได้ความเป็นส่วนตัว
แ ต่ก็ต้องควักเงินในกระเป๋าสูงถึง 30-50 ล้านบาทในทำเลนี้ ขณะที่ข้อดีของทาว์โฮมไซส์ใหญ่ก็จะมีการแบ่งฟังก์ชันตามชั้นเช่นชั้นล่างเป็นส่วนของ Family Area หรือส่วนต้อนรับ และชั้นบนก็จะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนในบ้าน ทำให้มีการแบ่งฟังก์ชันที่ชัดเจน ไม่รบกวนกันและกัน นอกจากนี้ทาวน์โฮมไซส์ใหญ่นี้ยังสามารถปรับการใช้งานได้หลากหลายทั้งเป็นโฮมออฟฟิศสำหรับการทำธรุกิจ ปรับชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นสตูดิโอถ่ายรูป ก็ทำได้เลย
Urban Home ไซส์ใหญ่ที่ดีไซน์ไม่ซ้ำใคร
Noble Curve ดีไซน์ออกแบบอาคารรูปทรงเรขาคณิต ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม Mid-Century Modern ด้วยพื้นที่ช่องแสงรูปสี่เหลี่ยมและวงกลม ที่เชื่อมเข้าหากันอย่างลื่นไหล สร้างมุมมองที่โดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ ลดทอนความเป็นเหลี่ยมของอาคาร ทำให้ใครเห็นครั้งแรกก็ต้องรู้สึกถึง ความโดดเด่น แปลกใหม่ สวยงาม ไม่ซ้ำใคร
ตัวอย่างการปรับฟังก์ชันเพื่อใช้พื้นที่ได้ตามต้องการ
บ้าน 1 หลังแต่งได้ 2 ฟังก์ชันการใช้งาน
เจาะฟังก์ชันแบบบ้าน OCTA บ้านใหญ่สุดในโครงการ
เริ่มที่ชั้นแรก ที่พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่จอดรถรองรับได้มากสุด 6 คัน พร้อมลิฟต์ สำหรับเจ้าของบ้านและพนักงาน ถัดมาด้านข้างจะเป็นโถงทางเข้าบ้าน ด้านหลังจะเป็นพื้นที่ของแม่บ้านและพื้นที่สวน ซึ่งถ้ามีรถไม่ถึง 6 คัน ก็สามารถเปลี่ยนเอาพื้นที่ตรงนี้มาทำเป็น Outdoor Living สำหรับนั่งชมสวนภายในบ้านได้
ขึ้นมาที่ชั้น 2 ของตัวบ้าน จะเป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบ Open Plan ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามการใช้งานเช่น ถ้าต้องการจะทำเป็นโฮมออฟฟิศ ก็สามาถจัดพื้นที่ตรง วางโต๊ะทำงานให้เป็นออฟฟิศขนาดกำลังดีได้ โดยมีห้องบริเวณหน้าบ้านที่จะทำเป็นห้องครัวหรือ Pantry สำหรับพนักงาน หรือสำหรับบ้านที่ไม่ได้ทำโฮมออฟฟิศ ก็สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหารที่รองรับคนได้ 6-8 คนได้สบายๆ
พักผ่อนแบบเป็นส่วนตัว
ถัดขึ้นมาที่ชั้น 3 และ 4 ของตัวบ้านที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน วางไว้เป็น 4 ห้องนอนที่มี ห้องน้ำ ระเบียง และ Walk-in Closet ทุกห้อง แต่สำหรับบ้านที่ทำเป็นโฮมออฟฟิศ ใช้ชั้น 2 ทำเป็นพื้นที่ทำงานไปแล้ว ก็สามารถย้านเอา Family Area อย่าง Living และ Dining ขึ้นมาไว้ที่ชั้น 3 และยังสามารถปรับห้องน้ำและ Walk-in Closet ด้านหน้าบ้านที่มีขนาดใหญ่ให้เป็นห้องครัวสำหรับครอบครัวได้อีกด้วย ส่วนพื้นที่ชั้น 4 ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับเจ้าของบ้านที่มี 2 ห้องนอน มีห้องน้ำและระเบียงในตัว
ซึ่งจุดเด่นของบ้านหลังนี้คือ Courtyard แบบ Double Volume บริเวณกลางบ้าน สามารถจัดเป็นพื้นที่สวนที่สร้างบรรยากาศและช่วยระบายอากาศให้กับตัวบ้านด้วยได้อย่างดี
ปรับบ้านเป็นโฮมออฟฟิศ เพื่อการใช้งานระยะยาว
เจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาพื้นที่ทำออฟฟิศอยู่ หากคิดการใช้งานระยะยาวแล้ว การเช่า Office เป็นการจ่ายเงินเพื่อเช่าพื้นที่ พอหมดสัญญาก็แยกย้าย
แต่ถ้ามองเป็นการลงทุนซื้อบ้านเพื่อทำ Home office เราก็จะได้เป็นเจ้าของพื้นที่โดยไม่เสียเงินเปล่า ซึ่งการเปรียบเทียบเป็นการเทียบระหว่างออฟฟิศในเมืองกับโฮมออฟฟิศที่อยู่ถัดออกมาจากเมืองหน่อย
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบการเช่า Office 258 ตร.ม. ในพื้นที่สุขุมวิทตอนกลาง ที่วิ่งจาก ถ.ประดิษฐมนูธรรมเชื่อม ทองหล่อ - เอกมัยได้เลย ใน 1 ปีจะเสียงเงินประมาณ 3 ล้านบาท ผ่านไป 10 ก็จะคิดเป็นเงิน 30 ล้านบาท
หรือเป็นออฟฟิศที่พื้นที่ถัดออกมาหน่อย เช่น 111 ประดิษฐ์มนูธรรม ออฟฟิศติดถนนใหญ่ที่เปิดใหม่ในทำเล เอกมัย - รามอินทรา 1 ปีก็จะตก 2.3 ล้านบาท 13 ปี เท่ากับ 30 ล้านบาท
แต่ถ้าลงทุนซื้อ Home office ในทำเลถัดออกมาจากสุขุมวิทตอนกลางหน่อยอย่าง Noble Curve ที่ราคาของบ้านหลังใหญ่สุดอยู่ที่ 35 ล้านบาท ก็เป็นการลงทุนที่เทียบเท่าการเช่าออฟฟิศ 10 ปี แต่เราได้เป็นเจ้าของพื้นที่และได้ที่อยู่อาศัยมาด้วย
ซื้อ Home office ได้ความสะดวกสบาย
การทำธุรกิจใน Home Office ข้อดีเด่นๆ ได้แก่
ได้กรรมสิทธิ์ในพื้นที่บ้านของตัวเอง เงินที่เสียไปไม่ศูนย์เปล่า และสามารถขายต่อทำกำไรได้อีกด้วย
มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถจัดพื้นที่การทำงานได้ตามต้องการ
ได้ทั้งพื้นที่ทำงานและที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถแบ่งการใช้งานได้ตามใจ โดยจะทำเป็น office ทั้งหมดหรือแบ่งส่วนเป็นที่พักก็ได้
ลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพราะไม่ต้องเสียเงินในการเช่า Office แต่นำบ้านมาใช้เป็นพื้นที่ทำงานได้เลย
บรรยากาศผ่อนคลาย ทั้งผู้ประกอบการและพนักงาน สามารถเดินออกไปสู่อากาศธรรมชาติจากสวนส่วนกลางที่แต่ละโครงการจัดไว้
คาแรกเตอร์ของบ้านเป็นหน้าตาให้กับบริษัท โดยถ้าอยากให้บริษัทดู Luxury ก็เลือกโครงการที่เป็นสไตล์ Classic หรือถ้าเป็นบริษัทที่เน้นความ Creative โครงการที่มีหน้าตาโดดเด่นก็เป็นทางเลือกในการสร้างคาแรกเตอร์ให้บริษัท